แหล่งรวมข้อมูลวิชาการ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
 
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกจากงานเชื่อมโลหะ
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า
การทำงานในสภาพอากาศร้อน
การดูแลรักษาหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
ประเภทของหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
การระบายอากาศ
การปิดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง
ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
ป้ายและเครื่องหมายแสดงอันตราย
ความปลอดภัยในสำนักงาน
Office safety
Warehouse Safety
แบบ ธพ.ฟ.2ร.3 รายละเอียดต้นทุนการผลิตและต้นทุนขาย ประจำเด ...
แบบ ธพ.ฟ.2ร.2 รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประจำ ...
แบบตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์และการปฐมพยาบาล
แบบตรวจสอบการฆ่าเชื้อผ้าและอุปกรณ์
vdomenu
ใช้เครื่องดับเพลิงให้ถูกกับประเภทของไฟ
ทำไมต้องใส่ seat belt
วิธีการใช้เครื่องดับเพลิงมือถือ
ผู้ช่วยผู้จัดการตกจากพัลเลทรถโฟล์คลิฟท์เสียชีวิต
ผู้ช่วยผู้จัดการคลังสินค้าของศูนย์บริการ ...
การระเบิดที่เกิดจากการเชื่อมถังน้ำมัน
การระเบิดมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรง ...
ไฟไหม้จากการใช้ท่อไฮดรอลิกที่ทำจากโลหะใกล้กับสายไฟ
เกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกา ...
พนักงานเสียชีวิตในถังผสม(Mixer Tank)
พนักงานคุมเครื่องผสมเสียหลัก พลัดตกลงไปใ ...
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 

อย่ามองข้ามความปลอดภัยในการทำงาน
บทความทั่วไป : อัพเดทเมื่อพุธ ที่ 21 เดือน มีนาคม พ.ศ.2555 เข้าชม : 2209
อย่ามองข้ามความปลอดภัยในการทำงาน
 
  อย่ามองข้ามความปลอดภัยในการทำงาน  
 

''อุบัติเหตุจากการทำงาน'' ร้อยละ 85 เกิดจากผู้ปฏิบัติงานประมาทและรู้เท่าไม่ถึงการณ์และร้อยละ 15 เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย 

โดยจากสถิติในปี 2553 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ประสบอันตรายจากการทำงาน 149,539 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 650 คน ทุพพลภาพ 10 คน และสูญเสียอวัยวะสูงถึง 2,157 คน

''กองทุนประกันสังคม'' และ ''กองทุนเงินทดแทน'' ต้องจ่ายเงินทดแทนให้กับผู้ที่ประสบอันตรายจากการทำงาน ไปกว่า 1,592 ล้านบาท จากสถิติดังกล่าว แม้ตัวเลขจะลดน้อยลงทุกปี แต่ก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ คือ Zero Accident หรืออุบัติเหตุจากการทำงาน เป็นศูนย์โดยแนวทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จะต้องมีการรณรงค์ส่งเสริม ทั้งในฝ่ายลูกจ้าง - นายจ้าง

ใน ส่วนลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุ จะต้องเรียนรู้วิธีการทำงานอย่างถูกต้องปลอดภัยและปฏิบัติตามข้อบังคับที่ กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการทำงานกับเครื่องจักร จะต้องศึกษารายละเอียดจากคู่มือการใช้งานให้ถ่องแท้ เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกวิธี สอดคล้องเหมาะสมกับประเภทงาน การแต่งกายก็ต้องเหมาะสมและสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายทุกครั้งที่ปฏิบัติ งาน

           นอกจากนี้ในส่วนของผู้ประกอบการ ก็ควรจัดให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงาน โดยจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปลอดภัย มีการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและควบคุมให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด

            ที่สำคัญควรจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายในการทำงาน และซักซ้อมแผนอพยพหนีภัยอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยตามจุดเสี่ยงอันตราย และจัดเตรียมเครื่องป้องกันอันตรายให้กับคนที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนจัดหาช่างที่ชำนาญการมาตรวจสอบสภาพเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ

            ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าจะเดินไปถึงจุดนั้นได้ต้องมีวิธีการรณรงค์ส่งเสริมที่เข้มแข็ง และสิ่งหนึ่งที่ ''คนแรงงาน'' ได้ผลักดันมาโดยตลอดก็คือ ''กฎหมาย'' และ ''สถาบัน'' ที่ จะมาดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นการเฉพาะ แยกออกมาจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้เห็นรูปธรรมในการรณรงค์ ส่งเสริมมากขึ้น

             มาถึงวันนี้สิ่งที่ ''ภาคแรงงาน'' รอ คอยก็บรรลุผลแล้ว โดยพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. 2554 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 54 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งทันทีที่มีผลบังคับใช้ ผู้ฝ่าฝืนจะมีบทกำหนดโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 8 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสูงขึ้นจากกฎหมายเดิมที่มีโทษจำคุกเพียง 1 ปี ปรับเพียง 2 แสนบาท

              และสาระสำคัญอย่างหนึ่งของกฎหมายใหม่นี้ก็คือ ''กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน'' เพื่อ เป็นทุนในการรณรงค์ส่งเสริมงานความปลอดภัยฯ รวมไปถึงช่วยเหลืออุดหนุน หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่เสนอโครงการหรือแผนพัฒนางานด้านความปลอดภัยฯ

             นอกจากนั้น สาระสำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งของ พ.ร.บ.นี้ก็คือ การจัดตั้ง ''สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน'' ขึ้นมาเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหา ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ''ภาคแรงงาน'' เรียกร้องกันมานาน โดยสถาบันฯ จะทำหน้าที่พัฒนาและสนับสนุนการจัดทำมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  รวมทั้งทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ - เอกชน ในกิจกรรมด้านความปลอดภัยต่างๆ ด้วย

              ถึงวันนี้แม้ ''สถาบันความปลอดภัย'' จะไม่ได้เป็น ''องค์กรอิสระ'' แต่ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แต่การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ นี้ถือเป็นจุดนับหนึ่ง หลังจากมีการผลักดันกันมาหลายสิบปี และเชื่อว่าจะผลักดันงานด้านความปลอดภัยฯ ให้ก้าวหน้าเป็นรูปธรรม มีโอกาสเติบโตเป็น ''องค์กรอิสระ'' อย่างที่ตั้งใจต่อไป

               ตั้งแต่กรณีโศกนาฏกรรมโรงงานเคเดอร์ เมื่อปี 36 ซึ่งมีผู้บาดเจ็บกว่า 469 คน เสียชีวิตอีกถึง 188 คน นับเป็นปฐมบทที่งานความปลอดภัยฯ อยู่ในความคำนึงของสังคม ''คนทำงาน'' มาโดยตลอด และอีกไม่ถึงเดือนนับจากนี้งาน ''ความปลอดภัยฯ'' จะได้เริ่ม ''ย่างก้าว'' ประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกบทหนึ่งแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน


 
 
บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด : เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-513-7445 / 081-819-4332 โทรสาร : 02-511-3903 ต่อ 102 E-mail : webmaster@shethai.com