แหล่งรวมข้อมูลวิชาการ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
 
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกจากงานเชื่อมโลหะ
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า
การทำงานในสภาพอากาศร้อน
การดูแลรักษาหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
ประเภทของหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
การระบายอากาศ
การปิดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง
ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
ป้ายและเครื่องหมายแสดงอันตราย
ความปลอดภัยในสำนักงาน
Office safety
Warehouse Safety
แบบ ธพ.ฟ.2ร.3 รายละเอียดต้นทุนการผลิตและต้นทุนขาย ประจำเด ...
แบบ ธพ.ฟ.2ร.2 รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประจำ ...
แบบตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์และการปฐมพยาบาล
แบบตรวจสอบการฆ่าเชื้อผ้าและอุปกรณ์
vdomenu
ใช้เครื่องดับเพลิงให้ถูกกับประเภทของไฟ
ทำไมต้องใส่ seat belt
วิธีการใช้เครื่องดับเพลิงมือถือ
ผู้ช่วยผู้จัดการตกจากพัลเลทรถโฟล์คลิฟท์เสียชีวิต
ผู้ช่วยผู้จัดการคลังสินค้าของศูนย์บริการ ...
การระเบิดที่เกิดจากการเชื่อมถังน้ำมัน
การระเบิดมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรง ...
ไฟไหม้จากการใช้ท่อไฮดรอลิกที่ทำจากโลหะใกล้กับสายไฟ
เกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกา ...
พนักงานเสียชีวิตในถังผสม(Mixer Tank)
พนักงานคุมเครื่องผสมเสียหลัก พลัดตกลงไปใ ...
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 

5 โรคอันตราย ไม่ควรเสี่ยงขับรถ
มุมยานยนต์ : อัพเดทเมื่อพฤหัสบดี ที่ 10 เดือน มกราคม พ.ศ.2562 เข้าชม : 162
5 โรคอันตราย ไม่ควรเสี่ยงขับรถ
 
  5 โรคอันตราย ไม่ควรเสี่ยงขับรถ  
 

บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากความประมาทหรือไม่ก็จากเมาแล้วขับ รวมถึงความไม่พร้อมของยานพาหนะ แต่ระยะหลังๆ สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดจากความเจ็บป่วยหรือจากโรคประจำตัว ได้เริ่มเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญและเหมือนว่ากำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งล้วนก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ซึ่งที่ผ่านมาทางกรมการขนส่งทางบกได้ระบุไว้ในระเบียบการขอใบอนุญาตขับขี่จะห้ามเฉพาะ 5 โรค คือ โรคเท้าช้าง, โรควัณโรค, โรคเรื้อน, โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดเหตุได้โดยตรง ส่วนโรคอะไรที่เป็นสาเหตุและเสี่ยงอุบัติเหตุบ้าง วันนี้ทีมงานรู้ใจจึงได้สรุปมาเป็น ‘5 โรคอันตรายไม่ควรเสี่ยงขับรถ’ ให้ผู้อ่านได้ทราบกันครับ

1. โรคลมชัก ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 7 เท่า โดยผู้ป่วยโรคลมชักแต่ละคนมีโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจราจรแตกต่างกัน ผู้ป่วยที่มีการชัก ชนิดที่หมดสติหรือล้มลงกับพื้น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย เพราะมีการสูญเสียการควบคุมสติ จึงส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมรถได้ แต่ถ้าเป็นการชักเฉพาะส่วนของร่างกายและผู้ป่วยมีสติดี โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อยมาก ปัจจุบันมีหลายคนพยายามเสนอภาครัฐให้ออกกฎหมายห้ามผู้ป่วยโรคลมชักขับรถ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นทางแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ผล 100% เพราะในการบอกว่าใครเป็นโรคมชักหรือไม่นั้นไม่ง่ายในการบอก ถ้าผู้ป่วยไปพบแพทย์แล้วบอกว่าปกติ ก็จะได้ใบรับรองแพทย์เพื่อนำไปทำใบอนุญาตขับขี่ ทั้งที่จริงแล้วเป็นผู้ป่วยโรคลมชัก เพราะแพทย์ที่ไม่เคยดูแลผู้ป่วยรายนั้นจะไม่สามารถบอกได้เลยว่า คนๆ นั้นเป็นโรคลมชักหรือไม่

2. หลอดเลือดในสมองแตก โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย ทำให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก แขนขาไม่มีแรงขับรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก หรือเปลี่ยนเกียร์ บางคนมีอาการเกร็งจนขากระตุกเวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรก ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยฉุกเฉิน เข้ารับการรักษาด้วยโรคดังกล่าวผ่านสายด่วน 1669 ถึง 9,215 ราย

3. โรคเบาหวานชนิดร้ายแรง ชนิดที่ต้องฉีดอินซูลีน เพราะหากน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการ หน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่าเห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย มีอาการชา โดยเฉพาะมือและขา และหนักสุดคือหมดสติ แน่นอนว่าอาการเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อการขับขี่และควบคุมรถโดยตรง อีกทั้งภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท จะมีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการบังคับพวงมาลัย

4. โรคหัวใจ เกิดจากการที่หลอดเลือดเกิดการตีบหรือตันจนเลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ตามปกติหรือบางทีอาจถึงขั้นหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจสามารถเริ่มได้ตลอดเวลาทุกช่วงชีวิตหากเราเริ่มละเลยไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนนอนหลับและความเครียด โรคดังกล่าวนี้จะแสดงอาการออกมาได้มากมาย แต่ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถโดยตรง คือ มีอาการหน้ามืด จะเป็นลมตาลาย มองเห็นภาพไม่ชัดเจน หรือการหมดสติชั่วขณะ และวูบหมดสติไปเลย

5. โรคที่เกี่ยวกับสายตา ไม่ว่าจะเป็นต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โดยในรายของผู้ป่วยที่เป็นต้อหินรู้สึกมัวคล้ายมองผ่านหมอก เห็นภาพซ้อน และมองเห็นแสงกระจาย ขณะขับรถตอนกลางคืน ส่วนผู้ป่วยกระจกจะมีอาการมองไม่ชัด ตาพร่ามัวโดยจะเป็นมาขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เช่น เมื่อออกแดด แต่กลับมองเห็นเกือบเป็นปกติในที่มืดสลัวๆ หรือเวลาพลบค่ำ เห็นภาพซ้อนแม้ว่าจะมองด้วยตาข้างเดียวเนื่องจากการหักเหของแสงไม่ลงที่จอประสาท หรือเห็นวงรอบแสงไฟ ซึ่งอาการของโรคเกี่ยวกับสายตาล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถโดยตรง

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะผู้ต้องใช้รถใช้ถนน ควรหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ ซึ่งแน่นอนถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเราเริ่มเป็นเข้าข่ายหรือโรคที่เราได้กล่าวถึงในข้างต้นนี้ ย่อมเป็นผลดีเพราะจะได้หาวิธีรักษาอย่างทันท่วงที ที่สำคัญเมื่อรู้แล้วก็ควรหลีกเ

จาก...www.roojai.com


 
 
บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด : เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-513-7445 / 081-819-4332 โทรสาร : 02-511-3903 ต่อ 102 E-mail : webmaster@shethai.com