แหล่งรวมข้อมูลวิชาการ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
 
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกจากงานเชื่อมโลหะ
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า
การทำงานในสภาพอากาศร้อน
การดูแลรักษาหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
ประเภทของหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
การระบายอากาศ
การปิดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง
ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
ป้ายและเครื่องหมายแสดงอันตราย
ความปลอดภัยในสำนักงาน
Office safety
Warehouse Safety
แบบ ธพ.ฟ.2ร.3 รายละเอียดต้นทุนการผลิตและต้นทุนขาย ประจำเด ...
แบบ ธพ.ฟ.2ร.2 รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประจำ ...
แบบตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์และการปฐมพยาบาล
แบบตรวจสอบการฆ่าเชื้อผ้าและอุปกรณ์
vdomenu
ใช้เครื่องดับเพลิงให้ถูกกับประเภทของไฟ
ทำไมต้องใส่ seat belt
วิธีการใช้เครื่องดับเพลิงมือถือ
ผู้ช่วยผู้จัดการตกจากพัลเลทรถโฟล์คลิฟท์เสียชีวิต
ผู้ช่วยผู้จัดการคลังสินค้าของศูนย์บริการ ...
การระเบิดที่เกิดจากการเชื่อมถังน้ำมัน
การระเบิดมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรง ...
ไฟไหม้จากการใช้ท่อไฮดรอลิกที่ทำจากโลหะใกล้กับสายไฟ
เกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกา ...
พนักงานเสียชีวิตในถังผสม(Mixer Tank)
พนักงานคุมเครื่องผสมเสียหลัก พลัดตกลงไปใ ...
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 

ทำอย่างไรเมื่อรถเกิด “เบรกแตก”
มุมยานยนต์ : อัพเดทเมื่อพุธ ที่ 7 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2562 เข้าชม : 131
ทำอย่างไรเมื่อรถเกิด “เบรกแตก”
 
  ทำอย่างไรเมื่อรถเกิด “เบรกแตก”  
 

ใครที่ติดตามข่าวสารบ่อยๆ อาจจะเคยได้ยินอุบัติเหตุรถกระบะของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเกิด ‘เบรกแตก’ ระหว่างลงเขาห้วยแม่แสด-บ้านห้วยกองมูล จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 13 ราย ซึ่งในครั้งนั้นโชคดีไม่มีใครเสียชีวิต แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ย่อมไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็ควรพึงระวังไว้เสมอว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และถ้าดันมาเกิดขึ้นกับเราจะมีวิธีรับมืออย่างไร จึงได้เรียบเรียงข้อมูลเพื่อนำไปเป็นแนวทางเป็นข้อๆ ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

1. ทันทีที่เราเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่ารถไม่ชะลอหรือหยุด ก็ควรตั้งสติและคิดให้เร็วว่าจะทำให้อย่างไรเพื่อให้รถเคลื่อนที่ช้าลง เริ่มด้วยการถอนคันเร่งเพื่อลดความเร็ว จากนั้นพยายามนำรถเข้าไปในช่องทางซ้ายหรือไหล่ทางให้เร็วที่สุด (อย่าลืมดูรถด้านหลัง)

2. ใช้กำลังจากเครื่องยนต์ให้มีประโยชน์ โดยใช้แรงเสียดทานอย่างเอ็นจิ้นเบรก ซึ่งก็พอช่วยให้ลดความเร็วลงมาได้บ้าง ทำได้โดยเหยียบคลัตช์ จากนั้นลดตำแหน่งเกียร์ เช่น จาก 5 มา 4 และลดลงเรื่อยๆ ตามลำดับ ส่วนเกียร์อัตโนมัติถ้ามีโอเวอร์ไดรฟ์ก็ให้กดปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์ หรือเลื่อนตำแหน่งเกียร์ จาก D มาเป็น 3 และลดต่ำลงมาเรื่อยๆ ที่สำคัญห้ามเปลี่ยนจังหวะมาเป็นตำแหน่ง L เพราะอาจทำให้รถเสียหลักและเครื่องยนต์อาจพังได้ หากรถบางรุ่นที่ไม่เกียร์ D2-D3 ให้ลองใช้เกียร์โหมด S หรือ M แล้วลดตำแหน่งเกียร์ ทั้งที่แป้นแพดเดิ้ลชิฟท์หรือที่คันเกียร์ก็ได้

3. พยายามจับพวงมาลัยให้มั่น เมื่อลดเกียร์รถจะมีความเร็วต่ำลง แต่ไม่ถึงกับหยุดสนิท ห้ามเติมคันเร่ง ถ้ามีรถขับช้าหรือขวางอยู่ด้านหน้าให้บีบแตรส่งสัญญาณ ถ้าเป็นไปได้ควรเปิดไฟฉุกเฉินด้วย จากนั้นใช้เบรกมือช่วยลดความเร็วที่ล้อหลัง โดยค่อยๆ ดึงคันเบรกขึ้นทีละสเต็ปจนสุด จะช่วยลดความเร็วได้บ้างไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญคือห้ามดับเครื่องยนต์เพราะจะทำให้พวกมาลัยหนักและล็อคจนบังคับทิศทางไม่ได้


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ควรนำรถเข้าตรวจเช็คเมื่อถึงระยะกำหนด หรือควรตรวจเช็ครถก่อนเดินทางเป็นประจำ ดูน้ำมันเบรกว่าลดหรือพร่องไปมากกว่าปกติหรือไม่ ซึ่งถ้าพบก็ควรนำรถเข้าอู่เพื่อทำการแก้ไขทันที

 

ขอบคุณข้อมูลจาก...www.roojai.com


 
 
บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด : เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-513-7445 / 081-819-4332 โทรสาร : 02-511-3903 ต่อ 102 E-mail : webmaster@shethai.com