แหล่งรวมข้อมูลวิชาการ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
 
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกจากงานเชื่อมโลหะ
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า
การทำงานในสภาพอากาศร้อน
การดูแลรักษาหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
ประเภทของหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
การระบายอากาศ
การปิดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง
ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
ป้ายและเครื่องหมายแสดงอันตราย
ความปลอดภัยในสำนักงาน
Office safety
Warehouse Safety
แบบ ธพ.ฟ.2ร.3 รายละเอียดต้นทุนการผลิตและต้นทุนขาย ประจำเด ...
แบบ ธพ.ฟ.2ร.2 รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประจำ ...
แบบตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์และการปฐมพยาบาล
แบบตรวจสอบการฆ่าเชื้อผ้าและอุปกรณ์
vdomenu
ใช้เครื่องดับเพลิงให้ถูกกับประเภทของไฟ
ทำไมต้องใส่ seat belt
วิธีการใช้เครื่องดับเพลิงมือถือ
ผู้ช่วยผู้จัดการตกจากพัลเลทรถโฟล์คลิฟท์เสียชีวิต
ผู้ช่วยผู้จัดการคลังสินค้าของศูนย์บริการ ...
การระเบิดที่เกิดจากการเชื่อมถังน้ำมัน
การระเบิดมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรง ...
ไฟไหม้จากการใช้ท่อไฮดรอลิกที่ทำจากโลหะใกล้กับสายไฟ
เกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกา ...
พนักงานเสียชีวิตในถังผสม(Mixer Tank)
พนักงานคุมเครื่องผสมเสียหลัก พลัดตกลงไปใ ...
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 
 
ทำงานกะดึก ชีวิตกลับตาลปัตร
ทำงานกะดึก ชีวิตกลับตาลปัตร
อาชีวอนามัย : อัพเดทเมื่อพฤหัสบดี ที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ.2555

คนที่ทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะเป็นกะดึกหรือผู้ที่ทำงานหมุนเวียนสลับกะไปเรื่อยๆ แบบนี้จะเป็นการรบกวนวงจรนาฬิกาของร่างกาย


            แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาชีวเวชศาสตร์จากศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มมีคนส่วนหนึ่งเริ่มหันมาทำงานกะกลางคืนกันมากขึ้น นอกเหนือจากอาชีพในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ อย่างแพทย์ พยาบาล ตำรวจ รปภ.นักจัดรายการวิทยุ


             "คนที่ทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะเป็นกะดึกหรือผู้ที่ทำงานหมุนเวียนสลับกะไปเรื่อยๆ แบบนี้จะเป็นการรบกวนวงจรนาฬิกาของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ฮอร์โมน เอ็นไซม์ต่างๆ หรือสารเซลล์ประสาทสมองของเรา มีกระบวนการทำงานเปลี่ยนแปลงไป ถ้าคนไหนที่ปรับตัวได้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่คนไหนที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะทำให้มีความผิดปกติทางด้านสุขภาพขึ้นได้"


            การทำงานเป็นกะในช่วงกลางคืนจะทำให้เวลานอนของผู้ประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดผลต่อสุขภาพตามมาได้หลายอย่างเช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง, น้ำหนักขึ้น, นอนไม่หลับ, โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ไม่นับรวมโรคมะเร็ง ทั้งนี้เนื่องจากมันเข้าไปขัดจังหวะการทำงานของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย และฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งผลิตในเวลากลางคืน มีคุณสมบัติกดการเติบโตของก้อนเนื้อ


            การนอนไม่พอจะทำให้ระบบภูมิคุ้มโรคอ่อนแอถูกจู่โจมได้ง่ายและสามารถต่อสู้ กับเซลล์มะเร็งได้น้อยลง งานวิจัยหลายชิ้นพบอัตราการเป็นมะเร็ง ทรวงอก และมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นในหมู่ชายหญิงที่ทำงานตอนกลางคืน รวมถึงโอกาสที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ เพราะความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่ทำงานกะกลางวัน” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว


             ผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นต้องทำงานอยู่กะกลางคืน จึงควรดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง  โดยเฉพาะผู้หญิง หรือผู้สูงวัย ซึ่งจะมีข้อจำกัดเรื่องปัญหาทางด้านร่างกายและจิตใจมากกว่าผู้ชาย หรือผู้ที่มีสถานภาพโสด ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วย่อมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าในช่วงเป็นประจำเดือน หรือ ตั้งครรภ์ จะมีอารมณ์แปรปรวนง่าย   


            ข้อแนะนำสำหรับคนทำงานกะดึกอย่างแรก คือ การนอน ถ้าใครที่ทำงานช่วงค่ำเลิกงาน 8 โมงเช้า ควรที่จะฝึกตัวเองให้นอนหลับในช่วงเช้า 9-10 โมงเช้า ฝึกร่างกายให้รับรู้ว่าเราต้องนอนหลับให้ได้ แต่ไม่ควรใช้ยานอนหลับ เพราะอาจทำให้ต่อไปเราจะเกิดอาการดื้อยาและต้องเพิ่มยาไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาว โดยหลักการที่ถูกต้องควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง


            ต่อมาคือ อาหาร  การทำงานกะดึกก่อนเข้างานต้องทานแค่เพียงเล็กน้อย ถ้าระหว่างทำงานถ้าหิวก็ให้ทานเป็นมื้อเล็กๆ พอเลิกงานก็ให้ทานเป็นมื้อใหญ่ได้เลยทำให้หลับสบาย  นอกจากนี้ คนทำงานกะควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม  เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน อาจจะช่วยให้เราตื่นตัวได้บ้าง แต่ถ้าบริโภคมากไปจะทำให้เกิดแนวโน้มเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือปวดศีรษะ


            นอกจากต้องปรับในเรื่องของการนอนและการรับประทานอาหารแล้ว ควรใส่ใจเรื่องของการออกกำลังกาย  3 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 30 นาที ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องทานยาเป็นประจำ เช่น โรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน โรคความดัน ควรที่จะปรึกษาแพทย์ประจำตัว เพราะการทำงานอาจจะรับประทานหรือนอนไม่ตรงเวลาตามที่แพทย์กำหนด เพื่อแพทย์จะได้ปรับเวลาการรับประทานยาให้เหมาะสมกับเรา รวมทั้งเวลาที่ไม่สบาย ควรแจ้งแพทย์ที่รักษาด้วยว่าเราทำงานกะกลางคืน เพื่อจะได้สามารถปรับการกินยาได้อย่างเหมาะสม


 


                                                             จาก...กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


บทวิเคราะห์ข่าว
สาเหตุ

เนื่องจากลักษณะของงานบังคับ เช่น งานในโรงพยาบาล งานตำรวจหรือทหาร งานบริการสาธารณะ งานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ และงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่จำเป็นต้องควบคุมให้เครื่องจักรทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีงานที่เวลาทำการอยู่ในช่วงบ่ายถึงค่ำ เช่น งานในห้างสรรพสินค้า งานร้านอาหาร และสถานบริการยามค่ำคืน เป็นต้น 

ผลกระทบ

ลักษณะงานที่เป็นกะหรือล่วงเวลามีหลายลักษณะ ดังนี้ 



1.    งานที่ทำเพิ่มขึ้นจากงานประจำเพื่อเพิ่มรายได้หรือถูกบังคับให้อยู่เวร ลักษณะงานเช่นนี้ จะเป็นงานที่ต่อเนื่องจากงานที่ทำอยู่ มีระยะเวลาเพิ่มขึ้น 2-4 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน


2.    ลักษณะงานที่เป็นกะแบบไม่ต้องหมุนเวียน เช่น มีเวรเช้าและบ่าย ผู้ที่ทำเช้าก็อยู่เช้าตลอด ผู้ที่อยู่บ่ายก็อยู่บ่ายตลอด 


3.    ลักษณะงานที่เป็นกะแบบที่มีการหมุนเวียน เช่น มีเวรเช้า บ่าย และดึก มีการหมุนเวียนเป็นรายอาทิตย์ หรือตามช่วงเวลา แล้วแต่ลักษณะของงาน ลักษณะการหมุน มีการหมุนแบบไปข้างหน้า หรือย้อนกลับ เช่น ลักษณะแบบไปข้างหน้า เมื่ออยู่เช้าเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ต่อไปเมื่อต้องหมุนจะไปทำงานในช่วงบ่าย และถ้าเป็นช่วงบ่าย ก็จะหมุนเปลี่ยนไปช่วงดึก แต่ถ้าเป็นแบบถอยกลับ จะหมุนทางตรงข้าม คือถ้าอยู่เวรเช้า ก็จะย้ายไปเวรดึก


                ผู้ที่ทำงานในลักษณะนี้ต้องปรับตัวเข้ากับครอบครัวและสังคม รวมทั้งระบบความสมดุลในร่างกายของตัวเอง ผู้ที่ทำงานล่วงเวลาหรือช่วงเวลาเข้างานเร็วหรือเลิกงานช้ากว่าผู้อื่น โดยที่ไม่มีกะเวลาต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาจไม่ต้องปรับตัวมากเท่ากับผู้ที่ต้องทำงานแบบเปลี่ยนกะเวลาตลอด ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายคนเราจะมี นาฬิกาของร่างกายหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า circadian rhythm อยู่ทุกคน นั่นคือเวลาที่คนเรารู้ว่าต้องตื่น ต้องนอน ต้องกินข้าว เวลาที่น้ำย่อยและฮอร์โมนต้องหลั่ง อวัยวะต่างๆ ทำงานด้วยอัตราที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลา อุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด รวมแม้กระทั่งภาวะอารมณ์และจิตใจก็แตกต่างกันในเวลากลางวันและกลางคืน ตามปกติแล้วนาฬิกาของร่างกายจะมีรอบอยู่ประมาณวันละ 25 ชั่วโมงต่อวัน (ในขณะที่ 1 วันจริงๆ มี 24 ชั่วโมง)

               
ในผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับเพื่อการพักผ่อนและฟื้นสภาพร่างกายประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น ช่วงเวลาการนอนหลับจึงเป็นช่วงที่สำคัญที่ไม่ต้องการถูกรบกวน แต่ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนและต้องมานอนตอนกลางวันอาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับไม่เต็มที่ เพราะอาจมีเสียงรบกวน และที่หนักกว่านั้นคือ ผู้ที่มีการเปลี่ยนกะทำงาน เมื่อต้องเปลี่ยนเวลามาเป็นการนอนกลางวัน ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดการล้าเรื้อรัง เหนื่อย หงุดหงิด หดหู่ได้ 

            นอกจากนั้น ระบบการย่อยอาหารก็อาจแปรปรวน น้ำย่อยอาหารหลั่งไม่เป็นปกติ ความรู้สึกต่อการอยากอาหารลดลง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจหายไปได้ เมื่อร่างกายกลับสู่ภาวการณ์ทำงานและการนอนหลับที่เป็นปกติ 

การป้องกันแก้ไข

หากจำเป็นที่ต้องทำงานเป็นกะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรทำตามหลักดังต่อไปนี้ 




  1. ผู้ที่ทำงานไม่ควรมีอายุต่ำกว่า 25 ปี หรือมากกว่า 50 ปี

  2.  ควรหาผู้ที่ต้องการทำงานเป็นกะดึกได้โดยตลอด (ซึ่งผู้นั้นอาจมีครอบครัวที่ทำงานตอนกลางคืนเช่นเดียวกัน) เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการเปลี่ยนกะ

  3. ควรทำงานกะดึกแค่คืนเดียวในแต่ละกะ ไม่ควรอยู่ต่อเนื่องติดต่อเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากนาฬิกาของร่างกายยังไม่เปลี่ยนแปลง ระบบในร่างกายจึงไม่แปรปรวนมากนัก 

  4.  หากทำตามข้อ 3 ไม่ได้ ควรจัดให้กะการทำงานดึกเป็นระยะยาวนานขึ้น เช่น 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีการปรับนาฬิกาของตัวเองไปเลย แล้วค่อยปรับกลับมาสู่ปกติอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ในกะปกติมีระยะเวลา 10-11 เดือน

  5. หากต้องการให้มีการปรับนาฬิกาของร่างกายเร็วขึ้น ควรเปิดไฟให้สว่างมากๆ ในขณะที่ทำงานกะดึก 

  6.  ควรมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากออกจากกะดึก (หากทำตามข้อ 3) เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและปรับตัวเรื่องการนอนให้เหมือนปกติ

  7. ควรเป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนกะ โดยให้หมุนวนไปข้างหน้า คือถ้าเดิมเป็นกะเช้า กะต่อไปควรเป็นกะบ่าย และถ้าเดิมเป็นกะบ่าย ต่อไปถ้าต้องเปลี่ยน ควรจะเป็นกะดึก เพราะนาฬิกาของร่างกายมี 25 ชั่วโมง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะอยู่ดึกออกไปเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าการที่จะต้องตื่นเช้าขึ้นเรื่อยๆ

  8.  ถ้าต้องทำงานล่วงเวลาหรือทำงานต่อเนื่องหรือ 2 กะติดต่อกัน งานที่ทำต่อควรเป็นงานที่เบา ไม่ควรเป็นงานที่ใช้ความคิด สมาธิ มากนัก

  9. เมื่อทำงานได้ 5-7 วัน ควรมีเวลาพัก ติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน เพื่อการฟื้นตัวของร่างกาย

  10.  เพื่อนและบุคคลในครอบครัวควรได้รับคำแนะนำหรือความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการทำงาเป็นกะ การเปลี่ยนเวลาทำงาน เพื่อให้เข้าใจและช่วยเหลือในการปรับตัว  


ที่มา..บทความสุขภาพกับการทำงานเป็นกะ     



        โดย ดร.ศิรินทร์  เมฆโหรา


 
 
 
บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด : เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-513-7445 / 081-819-4332 โทรสาร : 02-511-3903 ต่อ 102 E-mail : webmaster@shethai.com