แหล่งรวมข้อมูลวิชาการ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
 
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกจากงานเชื่อมโลหะ
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า
การทำงานในสภาพอากาศร้อน
การดูแลรักษาหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
ประเภทของหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ
การระบายอากาศ
การปิดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง
ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
ป้ายและเครื่องหมายแสดงอันตราย
ความปลอดภัยในสำนักงาน
Office safety
Warehouse Safety
แบบ ธพ.ฟ.2ร.3 รายละเอียดต้นทุนการผลิตและต้นทุนขาย ประจำเด ...
แบบ ธพ.ฟ.2ร.2 รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ประจำ ...
แบบตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์และการปฐมพยาบาล
แบบตรวจสอบการฆ่าเชื้อผ้าและอุปกรณ์
vdomenu
ใช้เครื่องดับเพลิงให้ถูกกับประเภทของไฟ
ทำไมต้องใส่ seat belt
วิธีการใช้เครื่องดับเพลิงมือถือ
ผู้ช่วยผู้จัดการตกจากพัลเลทรถโฟล์คลิฟท์เสียชีวิต
ผู้ช่วยผู้จัดการคลังสินค้าของศูนย์บริการ ...
การระเบิดที่เกิดจากการเชื่อมถังน้ำมัน
การระเบิดมักจะนำไปสู่การบาดเจ็บที่รุนแรง ...
ไฟไหม้จากการใช้ท่อไฮดรอลิกที่ทำจากโลหะใกล้กับสายไฟ
เกิดเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อมีกา ...
พนักงานเสียชีวิตในถังผสม(Mixer Tank)
พนักงานคุมเครื่องผสมเสียหลัก พลัดตกลงไปใ ...
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 
 
เตือนน้ำอัดลมทำผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย
เตือนน้ำอัดลมทำผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย
ทั่วไป : อัพเดทเมื่อพฤหัสบดี ที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ.2555
เตือนการดื่มน้ำอัดลมอาจทำให้แก่ก่อนวัย หลังนักวิจัยพบฟอสเฟตในเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นสาเหตุให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อของหนูทดลองเหี่ยว



       งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าฟอสเฟตที่ผู้ผลิตผสมลงไปเพื่อทำให้น้ำอัดลมมีรสเปรี้ยว อาจกระตุ้นภาวะสูงวัยได้ แร่ธาตุชนิดนี้ที่ถูกเติมลงในเนื้อแปรรูป เค้ก และขนมปังด้วยนั้น มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อเหี่ยวย่น และอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจและไต

        แม้เป็นการทดลองกับหนู แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เชื่อว่าผลลัพธ์นี้แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการดังกล่าวหากมีฟอสเฟตปริมาณสูง

      เจอรัลด์ ไวส์แมน จากวารสารงานวิจัยฟาเซ็บที่ตีพิมพ์ผลวิจัยนี้ กล่าวว่างานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าสมดุลฟอสฟอรัสมีอิทธิพลต่อกระบวนการสูงวัย นี่อาจไม่ใช่การศึกษาชิ้นแรกที่กระตุ้นเตือนถึงความปลอดัยของน้ำอัดลมและน้ำผลไม้อัดลมที่คนนับพันล้านดื่มทุกวัน 
โรคกระดูกพรุน มะเร็งตับอ่อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอัมพาต ล้วนเชื่อมโยงกับน้ำอัดลม โดยเชื่อว่าการดื่มสัปดาห์ละแค่สองกระป๋องเพียงพอแล้วที่จะทำให้ความเสี่ยงของอาการเหล่านี้เพิ่มขึ้น

       ในงานวิจัยล่าสุด ดร. เอ็ม. ชอว์แคต ราซแซค จากคณะทันตกรรม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาผลของฟอสเฟตที่เกิดกับหนูทดลอง 3 กลุ่มๆ แรกถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมให้มียีน klotho ซึ่งทำให้ระดับฟอสเฟตในร่างกายสูงกว่าปกติผลปรากฏว่า
หนูกลุ่มนี้มีอายุเพียง 8-15 สัปดาห์ และมีปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาวะสูงวัยก่อนเวลา

   
หนูกลุ่มที่ 2 ไม่มี klotho ผลลัพธ์คือมีฟอสเฟตใกล้เคียงระดับปกติ มีชีวิตอยู่ 20 สัปดาห์

   
กลุ่มสุดท้ายไม่มี klotho เช่นกัน แต่ได้กินอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ปรากฏว่าหนูทั้งกลุ่มนี้ตายในสัปดาห์ที่ 15 เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

    
นักวิจัยสรุปว่า อาหารที่มีฟอสเฟตเป็นส่วนผสมมีอันตราย โดยเตือนว่าแร่ธาตุชนิดนี้อาจทำให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อเหี่ยวย่น รวมถึงกระตุ้นหรือทำให้ปัญหาโรคไตและหัวใจรุนแรงขึ้นคนเราจำเป็นต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ และการรักษาสมดุลของฟอสเฟตในอาหารมีความสำคัญต่อสุขภาพและการมีชีวิตยืนยาว

     อนึ่ง เมื่อต้นปี นักวิจัยอเมริกันพบว่าการดื่มน้ำอัดลมสัปดาห์ละ 2 กระป๋องขึ้นไปอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนกว่าเท่าตัว

     อย่างไรก็ตาม สมาคมน้ำอัดลมอังกฤษได้ออกมาตั้งคำถามกับรายงานล่าสุด โดยระบุว่าไม่ได้เป็นการวิจัยโดยใช้น้ำอัดลมโดยตรง และว่าฟอสเฟตในน้ำอัดลมคิดเป็นเพียง 3% ของฟอสเฟตในอาหารโดยรวม ดังนั้น ผู้บริโภคจึงยังสามารถดื่มน้ำอัดลมในปริมาณพอเหมาะพอดีได้ต่อไป


                                                     จาก...... ASTVผู้จัดการออนไลน์




บทวิเคราะห์ข่าว
สาเหตุ

เกิดจากการที่ร่างกายได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นในปริมาณที่ไม่สมดุลย์กับความต้องการของร่างกาย 

            ฟอสฟอรัส  เป็นเกลือแร่สำคัญในกระดูก โดยมีอัตราส่วน ฟอสฟอรัส ต่อแคลเซียม 1:2 ประมาณ 85 % ของ ฟอสฟอรัส ในร่างกายคนอยู่ในกระดูกและฟันในรูปของ แคลเซียมฟอสเฟต (Calcium phosphate) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลึกไฮดรอกซีอะพาไทต์ ผลึกนี้จะเสริมสร้างความแข็งแรงและความแข็งแกร่งแก่กระดูกและฟัน ความสมดุลของ ฟอสฟอรัส และแคลเซียมในร่างกายนี้ทำให้เกลือแร่ทุกอย่างปฎิบัติหน้าที่ได้ดีมี ประสิทธิภาพมากที่สุด  

            ฟอสฟอรัส  พบในอาหารเกือบทุกชนิด เนื้อ (Meats) สัตว์ปีก (Poultry) และปลามี ฟอสฟอรัส มากกว่าแคลเซียม 15-20 เท่า ส่วนไข่ เมล็ดธัญพืช นัท ถั่วเมล็ดแห้ง มี ฟอสฟอรัส มากกว่าแคลเซียม 2 เท่า นมวัวมี ฟอสฟอรัส และแคลเซียมมากกว่านมแม่ โดยมีอัตราส่วนของแคลเซียมต่อ ฟอสฟอรัส เป็น 1.3 : 1.0 และ 2.3 : 1.0 ในนมวัวและนมแม่ตามลำดับเมล็ดพืชที่นิยมบริโภคนั้น พบว่าเมล็ดฟักทองมีปริมาณ ฟอสฟอรัส สูงที่สุด 975 (mg/100g) เมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดแตงโม 483 (mg/100g) และเมล็ดทานตะวัน 632 (mg/100g)

           
ปริมาณที่แนะนำ

            ทารก                             240 - 360 มิลลิกรัม / วัน

            เด็ก      1 - 9 ปี               800 มิลลิกรัม / วัน

                      10 - 19 ปี             1200 มิลลิกรัม / วัน

            ผู้ใหญ่                            800 มิลลิกรัม / วัน

          หญิงมีครรภ์ และมารดาให้นมบุตรเพิ่มขึ้นอีก 400 มิลลิกรัม

ผลกระทบ
ในกรณีที่ได้รับ ฟอสฟอรัส  แคลเซียม หรือวิตามินไม่เพียงพอจะมีผลทำให้การเจริญเติบโตช้าลง กระดูกและฟันมีคุณภาพไม่ดี การขาด ฟอสฟอรัส เพียงอย่างเดียวมักไม่พบในคนทั่วไป เพราะอาหารทุกชนิดมีฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบ

           การขาดความสมดุลระหว่าง แคลเซียมและ ฟอสฟอรัส มีผลทำให้เป็นโรค เช่น ข้ออักเสบ (Arthritis) น้ำหนองไหล (Pyorrhea) กระดูกอ่อน (Rickets) และฟันผุ


          
การบริโภค ฟอสฟอรัส ในปริมาณ ที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ในขณะที่ปริมาณแคลเซียมอยู่ในเกณฑ์ปรกติหรือต่ำกว่าปรกติจะทำให้ภาวะ Hyperparathyroidism ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมไปจากกระดูก ภาวะเช่นนี้อาจพบได้ในเด็กวัยรุ่น และหนุ่มสาวในประเทศทางตะวันตก ซึ่งขึ้นอยู่กับบริโภคนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคเครื่องดื่ม (Sopft drinks) ชนิดต่าง ๆ ที่มีกรดฟอสฟอริค เช่น โคคาโคล่า แทนการดื่มนม ทำให้มีระดับแคลเซียมต่ำและ ฟอสฟอรัส สูง แหล่งที่มาของ ฟอสฟอรัส ในอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ มาจากสารปรุงแต่งอาหาร (Food additive) ที่ใช้ในขบวนการผลิตอาหารการบริโภคอาหารที่มีปริมาณ ฟอสฟอรัส สูงและแคลเซียม ต่ำเป็นเวลานาน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนที่ควบคุม ของแคลเซียม ซึ่งทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก และเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) อัตราส่วนของแคลเซียมต่อ ฟอสฟอรัส ในอาหารที่ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียเกลือแร่ จากกระดูก ในภาวะปรกติทั่วไป คือ 1 : 1
การป้องกันแก้ไข

ความสมดุลของ ฟอสฟอรัส  และแคลเซียมในร่างกายทำให้เกลือแร่ทุกอย่างปฎิบัติหน้าที่ได้ดีมี ประสิทธิภาพมากที่สุด  ฟอสฟอรัส จะพบในอาหารเกือบทุกชนิด อาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูงมักจะมี  ฟอสฟอรัส สูงด้วย ดังนั้นการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาารที่จำเป็นครบถ้วน ทำให้แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ 


ที่มา: จากบทความฟอสฟอรัส”, ศูนย์สุขภาพและโภชนาการไทย

 
 
 
บริษัท วันสต๊อปเอ็ชอาร์ จำกัด : เลขที่ 33/41 ลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-513-7445 / 081-819-4332 โทรสาร : 02-511-3903 ต่อ 102 E-mail : webmaster@shethai.com